ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected benefits)

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected benefits) เป็นการระบุผลลัพธ์หรือผลกระทบเชิงบวกที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานวิจัย โดยอธิบายว่า งานวิจัยนั้นสามารถสร้างคุณค่าในด้านต่าง ๆ อย่างไร ทั้งในแง่ของการพัฒนาความรู้ใหม่ การแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ หรือการส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่งการเขียน “ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ” ในงานวิจัยเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงคุณค่าและผลกระทบของงานวิจัยนั้น ควรเขียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยสามารถเขียนได้ตามขั้นตอนดังนี้

เขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย

การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในงานวิจัย ควรเขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย และคำถามวิจัย โดยเริ่มจากการวิเคราะห์เป้าหมายของงานวิจัยว่าต้องการตอบคำถามหรือแก้ปัญหาใด จากนั้นสื่อให้เห็นว่าผลลัพธ์ของงานวิจัยจะส่งผลต่อการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ หรือการแก้ปัญหาในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างไร การเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ช่วยให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญและความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ นอกจากนี้ควรระบุประโยชน์ในหลายระดับ เช่น ระดับทฤษฎีที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ ระดับปฏิบัติที่เน้นการประยุกต์ใช้ และระดับสังคมที่แสดงผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมวงกว้าง โดยใช้ภาษาที่ชัดเจน กระชับ และเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน หรือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้การอธิบายประโยชน์ควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลโดยตรง เช่น นักวิจัย ผู้ประกอบการ หรือชุมชน และแสดงให้เห็นว่างานวิจัยตอบโจทย์ความท้าทายในสาขานั้นอย่างไร เช่น การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) หรือการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและคุณค่าของงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความสำคัญและศักยภาพของผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ

แบ่งออกเป็นระดับที่แตกต่างกัน

การเขียน “ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ” ในงานวิจัยควรแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ เพื่อแสดงมิติของผลกระทบที่หลากหลาย ได้แก่ ระดับทฤษฎี ที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ เติมเต็มช่องว่างทางวิชาการ หรือยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีเดิม ระดับปฏิบัติ ที่เน้นการประยุกต์ผลการวิจัยในสถานการณ์จริง เช่น การพัฒนากระบวนการทำงาน เทคโนโลยี หรือแนวทางแก้ปัญหา และ ระดับสังคม ที่มุ่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือการสร้างประโยชน์เชิงนโยบาย การจัดลำดับเหล่านี้ช่วยแสดงคุณค่าของงานวิจัยอย่างครอบคลุมและชัดเจน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • – ระดับทฤษฎี เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ใหม่ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยเติมเต็มหรือพัฒนาทฤษฎีเดิม รวมถึงการยืนยันหรือขยายผลการศึกษาที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ระดับนี้มีความสำคัญต่อการสร้างฐานข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดหรือพัฒนางานวิจัยอื่นในอนาคตได้ นอกจากนี้ ควรกล่าวถึงระดับปฏิบัติ เช่น การประยุกต์ใช้ผลการวิจัยในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ หรือการพัฒนาเครื่องมือใหม่ และระดับสังคมที่มุ่งผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมวงกว้าง เช่น การส่งเสริมคุณภาพชีวิตหรือการแก้ปัญหาสังคมเฉพาะด้าน การแบ่งระดับเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นมิติของประโยชน์ที่หลากหลายและครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความรู้จนถึงการใช้งานจริง
    – ระดับปฏิบัติ เป็นการนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยเน้นการนำผลการวิจัยไปใช้ในสถานการณ์จริงเพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น การสร้างเครื่องมือหรือกระบวนการใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือประหยัดทรัพยากร การปรับปรุงวิธีการทำงานหรือการบริหารจัดการในองค์กร การนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่สามารถแก้ปัญหาสำคัญในชุมชนหรืออุตสาหกรรม และการพัฒนาเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด ระดับนี้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสามารถวัดผลได้จริงในบริบทที่เกี่ยวข้อง การนำเสนอประโยชน์ในระดับปฏิบัติช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับผู้ใช้งานจริง ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือชุมชน เพื่อแสดงถึงคุณค่าและความสำคัญของงานวิจัยในทางปฏิบัติ
  • – ระดับสังคม เป็นการสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยมุ่งเน้นถึงผลกระทบต่อส่วนรวมในวงกว้าง ประโยชน์ในระดับนี้อาจเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือการแก้ปัญหาสำคัญ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้หรือนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในระดับชาติหรือชุมชน เช่น การปรับปรุงระบบการศึกษา การพัฒนาระบบสาธารณสุข หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล การระบุผลกระทบในระดับสังคมช่วยแสดงให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ได้ให้ผลลัพธ์เชิงเดี่ยว แต่ยังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อคนในวงกว้าง

การใช้ภาษาที่ชัดเจนและกระชับ

การเขียน “ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ” ในงานวิจัยควรใช้ภาษาที่ชัดเจนและกระชับ โดยเริ่มจากการอธิบายผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยในลำดับต้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจคุณค่าได้ทันที ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงคำที่คลุมเครือหรือกำกวม และเลือกคำที่สามารถสื่อถึงผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรม เช่น “เพิ่มประสิทธิภาพ,” “ลดต้นทุน,” หรือ “สนับสนุนการพัฒนา” ควรระบุผลกระทบอย่างชัดเจนในลักษณะที่วัดผลได้ หรือเห็นภาพได้ชัด เช่น “ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลง 30%” หรือ “เพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ศึกษา” เพื่อเชื่อมโยงประโยชน์ที่ระบุให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบในแต่ละระดับ เช่น ระดับทฤษฎี ระดับปฏิบัติ และระดับสังคม เพื่อแสดงถึงมิติของผลลัพธ์ที่ครอบคลุม การใช้โครงสร้างที่กระชับ เช่น การใช้หัวข้อย่อยหรือการลำดับรายการ ช่วยให้อ่านง่ายขึ้น ดังนั้น การเขียนด้วยภาษาที่ชัดเจนและกระชับทำให้ผู้อ่านเข้าใจประโยชน์ที่คาดหวังได้ง่าย ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของงานวิจัย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลลัพธ์ที่จะนำไปใช้ในเชิงปฏิบัติหรือขยายผลต่อยอดได้ในอนาคต

เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในงานวิจัย ควรเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อสื่อถึงว่าผลลัพธ์ของงานวิจัยจะส่งผลต่อใครหรือกลุ่มใดโดยตรง โดยเริ่มจากการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายหลักที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการ นักวิจัย ครู นักเรียน ชุมชน หรือผู้กำหนดนโยบาย และระบุว่าแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์อย่างไรในลักษณะเฉพาะตัว การเขียนควรอธิบายผลกระทบที่กลุ่มเป้าหมายสามารถนำไปใช้ได้ เช่น การสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับนักวิจัย การพัฒนาเครื่องมือหรือกระบวนการใหม่สำหรับผู้ประกอบการ หรือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชุมชน นอกจากนี้ ควรเน้นความเฉพาะเจาะจง เช่น ระบุกลุ่มอายุ อาชีพ หรือภูมิภาคที่ได้รับผลโดยตรง เช่น “ช่วยพัฒนาศักยภาพของครูในโรงเรียนชนบท” หรือ “สนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” การเขียนที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายช่วยให้เห็นว่าผลวิจัยนั้นมีความสำคัญและเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงในบริบทเฉพาะ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้ในเชิงปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมโยงกับเป้าหมายหรือความท้าทายที่ใหญ่ขึ้น

การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในงานวิจัย ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายหรือความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยมีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคมในภาพรวมได้อย่างไร เริ่มต้นด้วยการระบุความท้าทายสำคัญ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความมั่นคงทางอาหาร หรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยังขาดความก้าวหน้า จากนั้นชี้ให้เห็นว่างานวิจัยมีศักยภาพในการตอบสนองความท้าทายดังกล่าวอย่างไร และควรเชื่อมโยงงานวิจัยกับเป้าหมายในระดับกว้าง เพราะการเชื่อมโยงกับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นช่วยแสดงคุณค่าของงานวิจัยในบริบทที่กว้างและยกระดับความสำคัญของผลลัพธ์ให้ชัดเจน

สรุป

การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในงานวิจัยควรเน้นความชัดเจน กระชับ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยระบุผลกระทบที่คาดหวังในเชิงรูปธรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทฤษฎี ที่สร้างองค์ความรู้ใหม่หรือพัฒนาทฤษฎีเดิม ระดับปฏิบัติ ที่นำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี กระบวนการ หรือเครื่องมือใหม่ และ ระดับสังคม ที่เน้นผลกระทบต่อส่วนรวม เช่น การแก้ปัญหาชุมชน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต หรือการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น การเขียน “ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ” ในงานวิจัยควรเขียนและระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายหลัก เช่น นักวิจัย ชุมชน หรือผู้ประกอบการ จะได้รับประโยชน์อย่างไร และควรเชื่อมโยงผลลัพธ์กับเป้าหมายใหญ่ เช่น การแก้ไขปัญหาระดับชาติหรือสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน การใช้ภาษาที่กระชับและเข้าใจง่ายช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้เห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของงานวิจัยได้ชัดเจน

ขอบคุณ ดร.กวาง COACH DD กับรีวิวผลงานบริการรับทำวิจัยอันดับ 1 แบบ จุก ๆ แน่น ๆ

บทความล่าสุด

DD RESEARCH

ผู้นำด้านการให้คำปรึกษาและสอนการทำวิจัยในทุกระดับ

ติดต่อสอบถาม : 080 5639991