การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) คืออะไร วิธีทำ + ตัวอย่างแบบสอบถาม

บทนำ: ทำไมใครๆ ก็เลือกใช้ “การวิจัยเชิงสำรวจ”?

เมื่อพูดถึงการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) สารนิพนธ์ (IS) หรืองานวิจัยทางการตลาด ระเบียบวิธีวิจัยที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดและพบเห็นได้บ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้น “การวิจัยเชิงสำรวจ” (Survey Research) สาเหตุที่ระเบียบวิธีวิจัยนี้ครองใจนักศึกษาและนักวิจัยทั่วโลก เป็นเพราะมันสามารถเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ และสามารถนำข้อมูลมาแปลงเป็นตัวเลขเพื่อวิเคราะห์ทางสถิติได้อย่างชัดเจน แต่ในความง่ายนั้นก็แฝงไปด้วยความท้าทาย เพราะหากคุณ “ออกแบบแบบสอบถามผิด” หรือ “สุ่มกลุ่มตัวอย่างคลาดเคลื่อน” ข้อมูลที่คุณเก็บมาได้เป็นร้อยเป็นพันชุดก็อาจกลายเป็น “ขยะ (Garbage In, Garbage Out)” ที่ไม่สามารถนำไปตอบวัตถุประสงค์การวิจัยได้เลย

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักตั้งแต่แก่นแท้ว่า การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) คืออะไร? มีขั้นตอนการทำอย่างไรตั้งแต่นับหนึ่ง พร้อมแจก หลักการออกแบบและตัวอย่างแบบสอบถาม ที่ได้มาตรฐานวิชาการ เพื่อให้คุณนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยของคุณได้อย่างมั่นใจ!


1. การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) คืออะไร?

การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) คือ ระเบียบวิธีวิจัยรูปแบบหนึ่ง (ส่วนใหญ่มักเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ) ที่มุ่งเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก “กลุ่มตัวอย่าง (Sample)” ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นตัวแทนของ “ประชากร (Population)” ทั้งหมด โดยใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเดียวกัน เช่น แบบสอบถาม (Questionnaire) หรือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview)

เป้าหมายหลักของการวิจัยเชิงสำรวจ คือการอธิบายสถานการณ์ พฤติกรรม ทัศนคติ หรือความคิดเห็นของผู้คน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รวมถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ (เช่น รายได้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออมเงินหรือไม่) โดยไม่ได้มีการเข้าไป “จัดกระทำ” หรือทดลองใดๆ กับกลุ่มตัวอย่าง (ต่างจากการวิจัยเชิงทดลอง)


2. ประเภทของการวิจัยเชิงสำรวจ (แบ่งตามระยะเวลา)

การวิจัยเชิงสำรวจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามช่วงเวลาในการเก็บข้อมูล ดังนี้:

2.1 การสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Survey)

  • คืออะไร: การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง “เพียงครั้งเดียว” ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เปรียบเสมือนการ “ถ่ายภาพนิ่ง (Snapshot)” เพื่อดูว่าตอนนี้คนคิดอย่างไร

  • ข้อดี: ใช้เวลาน้อย ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นที่นิยมที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์ ป.โท และ ป.เอก

  • ตัวอย่าง: การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าต่อบริการแอปพลิเคชันสั่งอาหารในไตรมาสที่ 1 ปี 2026

2.2 การสำรวจแบบต่อเนื่อง (Longitudinal Survey)

  • คืออะไร: การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง “หลายๆ ครั้ง” ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อดู “แนวโน้ม (Trend)” หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

  • ข้อดี: เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

  • ตัวอย่าง: การติดตามสำรวจระดับความเครียดของพนักงานกลุ่มเดิม ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน (เดือนที่ 1) ไปจนถึงผ่านโปร (เดือนที่ 4) และครบ 1 ปี


3. ขั้นตอนการทำวิจัยเชิงสำรวจ (Step-by-Step Guide)

เพื่อให้การสำรวจของคุณไม่หลงทางและได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ นี่คือ 6 ขั้นตอนมาตรฐานที่นักวิจัยต้องปฏิบัติตาม:

ขั้นที่ 1: กำหนดวัตถุประสงค์และประชากรเป้าหมาย

ก่อนจะสร้างคำถาม คุณต้องรู้ก่อนว่า “อยากรู้อะไร?” และ “จะไปถามใคร?” เช่น วัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ประชากรเป้าหมายก็ควรเป็น ผู้บริโภควัยทำงานที่มีใบขับขี่และมีรายได้ประจำ

ขั้นที่ 2: การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและการสุ่ม (Sampling)

คุณไม่สามารถแจกแบบสอบถามให้คนทั้งประเทศได้ จึงต้องคำนวณหากลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม

  • ถ้าทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน: นิยมใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) หรือตารางของ เครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie & Morgan)

  • ถ้าไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน: นิยมใช้สูตรของ W.G. Cochran หรือใช้เกณฑ์การคูณจำนวนตัวแปรสังเกตได้ (เช่น ใช้สถิติ SEM อาจต้องเก็บ 400 ตัวอย่างขึ้นไป)

  • จากนั้นเลือกวิธีการสุ่ม เช่น สุ่มแบบบังเอิญ (Convenience Sampling) หรือสุ่มแบบโควตา (Quota Sampling)

ขั้นที่ 3: สร้างเครื่องมือ (Questionnaire Design)

แปลงตัวแปรจากกรอบแนวคิด (Conceptual Framework) ในบทที่ 2 ออกมาเป็น “ข้อคำถาม” ในแบบสอบถาม (รายละเอียดการออกแบบที่ดีจะอยู่ในหัวข้อถัดไป)

ขั้นที่ 4: การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validity & Reliability)

นี่คือจุดที่นักศึกษาโดนแก้บ่อยที่สุด! แบบสอบถามที่สร้างเสร็จ ห้ามนำไปแจกจริงทันที ต้องผ่าน 2 ด่านนี้ก่อน:

  1. หาความเที่ยงตรง (Content Validity): นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3-5 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (หาค่า IOC ต้องได้ 0.5 ขึ้นไป)

  2. หาความเชื่อมั่น (Reliability): นำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มตัวอย่างจริง ประมาณ 30-40 คน แล้วนำมาหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ซึ่งควรมีค่ามากกว่า 0.7 ขึ้นไป

ขั้นที่ 5: ลงสนามเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

ปัจจุบันนิยมใช้ช่องทางออนไลน์ (Online Survey) เช่น Google Forms, SurveyMonkey, หรือ Qualtrics เพราะสะดวกและนำข้อมูลออกเป็นไฟล์ Excel ได้ทันที แต่ในบางงานวิจัยอาจยังต้องลงพื้นที่แจกกระดาษ (Paper-based) ด้วยตนเอง

ขั้นที่ 6: ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

นำข้อมูลที่ได้มาทำความสะอาด (Data Cleaning) ตัดชุดที่ตอบมั่วออก แล้วรันโปรแกรมสถิติ (เช่น SPSS, AMOS, SmartPLS) เพื่อหาค่าทางสถิติพรรณนา (ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย) และสถิติอนุมาน (t-test, ANOVA, Regression) เพื่อทดสอบสมมติฐานต่อไป


4. กฎเหล็ก 5 ข้อในการ “ออกแบบแบบสอบถามที่ดี”

“คำถามที่ดี จะนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้อง” หากคุณไม่อยากให้ผู้ตอบแบบสอบถามกดปิดทิ้งกลางคัน หรือตอบแบบส่งๆ โปรดจำกฎ 5 ข้อนี้ไว้:

  1. ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน: หลีกเลี่ยงศัพท์วิชาการจ๋า หรือคำย่อที่คนทั่วไปไม่รู้จัก

  2. ถามทีละประเด็น (No Double-barreled Questions): ตัวอย่างที่ผิด: “ท่านคิดว่าพนักงานบริการดีและอาหารอร่อยหรือไม่?” (ถ้าบริการดีแต่อาหารไม่อร่อย ลูกค้าจะตอบอย่างไร?) ให้แยกเป็น 2 ข้อชัดเจน

  3. ตัวเลือกต้องครอบคลุมและไม่ซ้อนทับกัน (Mutually Exclusive): * ตัวอย่างที่ผิด: อายุ ( ) 20-30 ปี ( ) 30-40 ปี (ถ้าคนอายุ 30 พอดี จะติ๊กช่องไหน?)

    • ตัวอย่างที่ถูก: อายุ ( ) 20-29 ปี ( ) 30-39 ปี

  4. หลีกเลี่ยงคำถามชี้นำ (Leading Questions): ตัวอย่างที่ผิด: “ท่านคิดว่าสินค้าของเรามีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดในตลาดใช่หรือไม่?”

  5. ความยาวต้องพอดี: แบบสอบถามที่ยาวเกิน 3-4 หน้ากระดาษ หรือใช้เวลาทำเกิน 10-15 นาที จะทำให้ผู้ตอบเกิดความเหนื่อยล้า (Respondent Fatigue) และมั่วคำตอบในตอนท้าย


5. ตัวอย่างโครงสร้างแบบสอบถาม (นำไปปรับใช้ได้เลย)

แบบสอบถามมาตรฐานสำหรับงานวิทยานิพนธ์ มักจะแบ่งออกเป็น 3-4 ส่วนหลักๆ บทความนี้ขอยกตัวอย่าง “แบบสอบถามเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการร้านกาแฟ A”

คำชี้แจง: แบบสอบถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิจัย ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับและใช้เพื่อประโยชน์ทางวิชาการเท่านั้น โปรดทำเครื่องหมาย ✔ ลงในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง

ส่วนที่ 1: ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล (Demographic Data)

(ใช้สถิติ: ความถี่ และ ร้อยละ)

  1. เพศ: ( ) ชาย ( ) หญิง ( ) เพศทางเลือก

  2. อายุ: ( ) ต่ำกว่า 20 ปี ( ) 20 – 29 ปี ( ) 30 – 39 ปี ( ) 40 ปีขึ้นไป

  3. รายได้เฉลี่ยต่อเดือน: ( ) ต่ำกว่า 15,000 บาท ( ) 15,001 – 30,000 บาท ( ) 30,001 บาทขึ้นไป

ส่วนที่ 2: ระดับความคิดเห็น/ความพึงพอใจ (ตัวแปรต้น และ ตัวแปรตาม)

(ใช้สถิติ: ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน – นิยมใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ หรือ Likert Scale)

กรุณาทำเครื่องหมาย ✔ ลงในช่องที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของท่านมากที่สุด (5 = มากที่สุด, 4 = มาก, 3 = ปานกลาง, 2 = น้อย, 1 = น้อยที่สุด)

ข้อคำถาม (ประเด็นที่ศึกษา) 5 4 3 2 1
ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)
1. รสชาติของกาแฟมีความกลมกล่อมและได้มาตรฐาน
2. มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่ให้เลือกหลากหลาย
ด้านการบริการ (Service)
3. พนักงานให้การต้อนรับด้วยความสุภาพเรียบร้อย
4. ความรวดเร็วในการรับออเดอร์และเสิร์ฟเครื่องดื่ม
ความพึงพอใจโดยรวม (Dependent Variable)
5. ภาพรวมท่านพึงพอใจกับการใช้บริการร้านกาแฟ A ในระดับใด
6. ท่านมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำในอนาคต

ส่วนที่ 3: ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม (Open-ended Question)

(เป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ)

  • ท่านมีข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อให้ทางร้านนำไปปรับปรุงแก้ไขหรือไม่?

    ………………………………………………………………………………………………………………..


บทสรุป

การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการดึง “ความจริง” ออกมาจากกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเล่มนี้ศักดิ์สิทธิ์และเชื่อถือได้ คือกระบวนการที่รัดกุม ตั้งแต่การคำนวณกลุ่มตัวอย่างให้เป็นตัวแทนที่แท้จริง การออกแบบข้อคำถามให้เคลียร์ไม่กำกวม ไปจนถึงการหาค่าความเที่ยงตรง (IOC) และความเชื่อมั่น (Reliability)

หากคุณสามารถสร้างแบบสอบถามที่สมบูรณ์แบบได้ การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์สถิติในบทที่ 4 ก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย และนำไปสู่การสรุปผลการวิจัยในบทที่ 5 ได้อย่างสง่างามครับ!


💡 ให้การทำวิจัยเป็นเรื่องง่ายขึ้นกับเรา

การสร้างแบบสอบถามสำหรับการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) อาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในทางวิชาการแล้ว มีกับดักมากมายที่ทำให้นักศึกษาหลายคนไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าจะเป็นการหาทฤษฎีมารองรับข้อคำถามไม่ครบ การทำแบบประเมินผู้เชี่ยวชาญ (IOC) แล้วได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ ค่า Cronbach’s Alpha ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือแม้แต่ความสับสนในการดึงข้อมูลจากแบบสอบถามมาประมวลผลด้วยสถิติชั้นสูงอย่าง Regression หรือ SEM (Structural Equation Modeling)

หากคุณกำลังติดหล่มอยู่กับระเบียบวิธีวิจัย หรือกระบวนการเหล่านี้ ทางทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ ddthesis.co.th / thesisdd.com พร้อมเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยส่วนตัวของคุณครับ!

เรามีความเชี่ยวชาญในระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ พร้อมดูแลคุณตั้งแต่การช่วยร่างแบบสอบถามที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การอ้างอิงทฤษฎีและรูปแบบบรรณานุกรมมาตรฐาน (APA7 / Chicago) ไปจนถึงการเป็นพี่เลี้ยงดูแลการรันข้อมูลสถิติที่ซับซ้อนให้ผลลัพธ์ออกมาแม่นยำที่สุด ทักมาพูดคุย ปรึกษาปัญหา หรือส่งตัวอย่างงานของคุณมาให้เราประเมินเบื้องต้นได้เลยครับ… ให้เรื่องสถิติและแบบสอบถามที่ปวดหัวเป็นหน้าที่ของเรา แล้วก้าวไปสู่การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Defense) อย่างมั่นใจไปกับเรา!

บทความล่าสุด

DD RESEARCH

ผู้นำด้านการให้คำปรึกษาและสอนการทำวิจัยในทุกระดับ

ติดต่อสอบถาม : 080 5639991