Grounded Theory คืออะไร? สรุปวิธีทำทฤษฎีฐานราก (วิจัยเชิงคุณภาพ)

บทนำ: จะทำอย่างไร… ถ้าระเบียบวิธีวิจัยแบบเดิม ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ได้?

ในการทำวิทยานิพนธ์หรือการทำวิจัยโดยทั่วไป กระบวนการที่เราคุ้นเคยที่สุดคือการ “ทบทวนวรรณกรรม (Literature Review)” ในบทที่ 2 เพื่อหา “ทฤษฎี (Theory)” จากนั้นก็นำทฤษฎีนั้นมาตั้งสมมติฐาน และลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีนั้นเป็นจริงหรือไม่ (Deductive Approach หรือ การอนุมาน)

แต่คำถามคือ… ถ้าเรื่องที่คุณกำลังศึกษามันใหม่มากๆ จน “ไม่มีทฤษฎีไหนในโลกอธิบายได้เลยล่ะ?”

ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดโรคระบาดอุบัติใหม่ พฤติกรรมการทำงานแบบ WFH ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนไปตลอดกาล หรือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล เมื่อไม่มีทฤษฎีมารองรับ คุณจะเอาอะไรมาเป็นกรอบแนวคิด?

นี่คือจุดกำเนิดและเวทีปล่อยของของระเบียบวิธีวิจัยที่ลุ่มลึกและทรงพลังที่สุดในสายงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีชื่อว่า “Grounded Theory” หรือ “ทฤษฎีฐานราก” บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Grounded Theory คืออะไร? มีจุดกำเนิดมาจากไหน แนวคิดหลักคืออะไร และมีขั้นตอนการทำอย่างไร (ตั้งแต่การเก็บข้อมูลไปจนถึงการทำ Coding) เพื่อให้คุณสามารถสร้าง “องค์ความรู้ใหม่” ขึ้นมาประดับวงการวิชาการได้อย่างภาคภูมิใจ!


1. Grounded Theory (ทฤษฎีฐานราก) คืออะไร?

Grounded Theory (ทฤษฎีฐานราก) คือ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบหนึ่ง ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการ “สร้างทฤษฎีใหม่ (Theory Generation)” ขึ้นมาจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากภาคสนามโดยตรง โดยไม่ได้นำทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาเป็นกรอบตั้งต้น

ชื่อ “Grounded” แปลตรงตัวว่า “หยั่งรากลงดิน” หมายความว่า ทฤษฎีที่จะเกิดขึ้นจากงานวิจัยเล่มนี้ จะต้องหยั่งรากลึกและเติบโตขึ้นมาจาก “ข้อมูลดิบ (Data)” ที่มาจากคำพูด พฤติกรรม และประสบการณ์จริงของผู้ให้ข้อมูล ไม่ใช่ทฤษฎีที่ลอยลงมาจากหอคอยงาช้างหรือการนั่งเทียนนึกเอาเองของผู้วิจัย

ระเบียบวิธีวิจัยนี้ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1967 โดยนักสังคมวิทยาชาวอเมริกันสองท่านคือ Barney G. Glaser และ Anselm L. Strauss ในหนังสือระดับตำนานที่ชื่อว่า “The Discovery of Grounded Theory” ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการวิจัยในยุคนั้น ที่มักจะให้ค่ากับการวิจัยเชิงปริมาณ (ตัวเลข) มากกว่าเชิงคุณภาพ

ความแตกต่างที่ชัดเจน:

  • วิจัยทั่วไป: มีทฤษฎี ➡️ ตั้งสมมติฐาน ➡️ เก็บข้อมูล ➡️ พิสูจน์ทฤษฎี (Top-Down)

  • Grounded Theory: เก็บข้อมูล ➡️ วิเคราะห์ข้อมูล ➡️ จัดหมวดหมู่ ➡️ สร้างทฤษฎีใหม่ (Bottom-Up)


2. เมื่อไหร่ที่ควรเลือกใช้ Grounded Theory?

คุณควรเดินไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะทำวิจัยแบบ Grounded Theory ก็ต่อเมื่อ:

  1. ไม่มีทฤษฎีอธิบายเรื่องนี้มาก่อน: เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคม หรือทฤษฎีเก่าที่มีอยู่มันล้าสมัยจนใช้อธิบายบริบทในปัจจุบันไม่ได้แล้ว

  2. ต้องการเข้าใจ “กระบวนการ (Process)”: ทฤษฎีฐานรากเหมาะมากกับการศึกษาว่า คนกลุ่มหนึ่งมีกระบวนการรับมือ แก้ปัญหา หรือปรับตัวต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งอย่างไร (How people interact and handle problems)

  3. ต้องการทฤษฎีที่นำไปปฏิบัติได้จริง: เพราะทฤษฎีนี้สร้างมาจากคำพูดและการกระทำของคนหน้างานจริงๆ มันจึงสะท้อนความเป็นจริงและมักนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าทฤษฎีวิชาการจ๋าๆ


3. หัวใจสำคัญ 4 ประการของ Grounded Theory

การทำวิจัยรูปแบบนี้ไม่ได้ทำแบบสะเปะสะปะ แต่มี “กฎเหล็ก” ที่ทำให้ Grounded Theory มีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ (Rigor) สูงมาก ดังนี้:

3.1 การสุ่มตัวอย่างเชิงทฤษฎี (Theoretical Sampling)

ในการวิจัยทั่วไป คุณอาจกำหนดตั้งแต่แรกว่าจะสัมภาษณ์ 20 คน แต่ใน Grounded Theory คุณจะไม่รู้จำนวนที่แน่ชัด ผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลไป วิเคราะห์ไป และผลการวิเคราะห์ในรอบแรก จะเป็นตัวบอกวิถีทางว่า “เราควรจะไปสัมภาษณ์ใครต่อ?” เพื่อให้ได้ข้อมูลมาเติมเต็มทฤษฎีที่กำลังก่อตัวขึ้น

3.2 การเปรียบเทียบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Constant Comparative Method)

นี่คือกิจกรรมที่ผู้วิจัยต้องทำตลอดเวลา เมื่อได้ข้อมูลจากคนที่ 1 มา ให้วิเคราะห์ทันที เมื่อได้ข้อมูลคนที่ 2 ก็นำมาเปรียบเทียบกับคนที่ 1 (หาจุดเหมือน จุดต่าง) ข้อมูลใหม่จะต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเก่าและหมวดหมู่ที่ตั้งไว้เสมอ เพื่อขัดเกลาทฤษฎีให้แหลมคม

3.3 ความอิ่มตัวของข้อมูล (Theoretical Saturation)

นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า “จะเลิกเก็บข้อมูลได้เมื่อไหร่?” คำตอบคือ คุณจะหยุดสัมภาษณ์คนเพิ่มก็ต่อเมื่อ “ข้อมูลมันอิ่มตัวแล้ว” หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะไปสัมภาษณ์ใครเพิ่ม คุณก็ไม่ได้ข้อมูลใหม่ ประเด็นใหม่ หรือมุมมองใหม่ๆ ที่จะมาขยายทฤษฎีของคุณได้อีกแล้ว (ทุกอย่างวนกลับมาซ้ำซาก) นั่นแหละคือจุดสิ้นสุดการเก็บข้อมูล

3.4 การจดบันทึกความคิด (Memoing)

ในระหว่างที่ทำวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยมักจะเกิด “ปิ๊งแวบ” หรือไอเดียเชื่อมโยงต่างๆ การทำ Memoing คือการเขียนบรรยายความคิดเหล่านั้นเก็บไว้ ซึ่งข้อความเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็นเนื้อหาหลักในบทที่ 4 และบทที่ 5


5. ขั้นตอนการทำ Coding แบบ Grounded Theory (ฉบับเข้าใจง่าย)

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” สำหรับนักศึกษามากที่สุดในการทำทฤษฎีฐานราก คือการวิเคราะห์ข้อมูล หรือที่เรียกว่า “การทำรหัส (Coding)” ซึ่งมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนหลัก (อิงตามแนวทางของ Strauss & Corbin) ดังนี้:

ขั้นที่ 1: Open Coding (การให้รหัสแบบเปิด)

  • คืออะไร: เป็นการ “ชำแหละ” ข้อมูลดิบ (เช่น บทสัมภาษณ์ที่ถอดเทปมาแล้ว) ออกเป็นชิ้นเล็กๆ ผู้วิจัยต้องอ่านทุกบรรทัด ทุกประโยค แล้วตั้งชื่อย่อ (Code) ให้กับข้อความเหล่านั้น เพื่อสกัดหา “แนวคิด (Concepts)”

  • ตัวอย่าง: ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่า “ช่วงโควิดฉันเครียดมากที่โดนลดเงินเดือน ฉันเลยเอาของเก่าในบ้านมาไลฟ์ขายในเน็ต”

    • รหัสที่ได้ (Codes): ความเครียดด้านการเงิน, การหาช่องทางรอด, การขายของออนไลน์

ขั้นที่ 2: Axial Coding (การให้รหัสแบบแกน)

  • คืออะไร: เมื่อได้ Open Codes มาเป็นร้อยๆ พันๆ คำ ผู้วิจัยต้องนำรหัสเหล่านั้นมา “จัดหมวดหมู่ (Categories)” และหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน (ใครเป็นสาเหตุ ใครเป็นบริบท ใครเป็นกลยุทธ์การแก้ปัญหา ใครเป็นผลลัพธ์)

  • ตัวอย่าง: นำรหัส ‘การลดเงินเดือน’ ไปใส่ในหมวด “เงื่อนไขสาเหตุ (Causal Conditions)” นำรหัส ‘ความเครียดด้านการเงิน’ ไปใส่ในหมวด “ปรากฏการณ์ (Phenomenon)” และนำรหัส ‘การขายของออนไลน์’ ไปใส่ในหมวด “กลยุทธ์การรับมือ (Action/Interaction Strategies)”

ขั้นที่ 3: Selective Coding (การให้รหัสแบบเลือกสรร)

  • คืออะไร: เป็นขั้นสุดยอดของการวิเคราะห์ คือการมองหา “แกนกลาง (Core Category)” เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถอธิบาย รวบยอด และครอบคลุมหมวดหมู่ทั้งหมดในขั้นตอนที่ 2 ได้ จากนั้นร้อยเรียงเขียนออกมาเป็นเรื่องราว (Storyline) ซึ่งจะนำไปสู่การเป็น “ทฤษฎีใหม่”

  • ตัวอย่างทฤษฎีที่ได้: “ทฤษฎีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตโดยใช้ต้นทุนที่มีอยู่”


6. ข้อดี และ ข้อจำกัด ของ Grounded Theory

✅ ข้อดี (Pros):

  1. ได้ความรู้ใหม่ 100%: เป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ทรงคุณค่ามาก เพราะคุณกำลังสร้างทฤษฎีใหม่ให้กับโลกวิชาการ

  2. ตรงกับความเป็นจริง: ทฤษฎีไม่ได้เกิดจากการจินตนาการ แต่มาจากเสียงสะท้อนของชีวิตจริง ทำให้มีอคติ (Bias) จากกรอบทฤษฎีเดิมน้อยมาก

  3. มีความลึกซึ้งสูง: สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมหรือจิตวิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างละเอียด

❌ ข้อจำกัด (Cons):

  1. ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล: การถอดเทปเสียงยาวๆ และการทำ Coding ทีละบรรทัด (Line-by-line coding) อาศัยความอดทนและเวลาอย่างมาก

  2. รับมือกับความไม่แน่นอนสูง: ผู้วิจัยจะไม่รู้เลยว่างานวิจัยจะออกมาหน้าตาแบบไหนจนกว่าจะทำเสร็จ (ต่างจากการวิจัยเชิงปริมาณที่เห็นกรอบชัดเจนตั้งแต่ต้น)

  3. ต้องการทักษะเชิงวิเคราะห์ที่เฉียบขาด: ผู้วิจัยต้องมีสายตาที่เฉียบคมในการตีความและจัดกลุ่มข้อมูล หากวิเคราะห์ตื้นเกินไป งานจะกลายเป็นแค่การเล่าเรื่อง (Narrative) ธรรมดา ไม่ใช่ทฤษฎี


บทสรุป

Grounded Theory (ทฤษฎีฐานราก) เปรียบเสมือนการเดินทางสำรวจเข้าไปในป่าลึกที่ยังไม่เคยมีใครวาดแผนที่ไว้ หน้าที่ของนักวิจัยคือการลงไปคลุกคลีกับพื้นที่ เก็บก้อนหิน เก็บใบไม้ (เก็บข้อมูล) แล้วนำมาประกอบร่างสร้างเป็นแผนที่ฉบับใหม่ (สร้างทฤษฎี) เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแนวทาง

แม้จะเป็นกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพที่ยาก ซับซ้อน และท้าทายที่สุดวิธีหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะคุณจะไม่ได้เป็นแค่ผู้ “ทดสอบ” ทฤษฎีของคนอื่น แต่คุณจะกลายเป็น “เจ้าของทฤษฎี” ที่อาจถูกอ้างอิงไปอีกยาวนานในโลกวิชาการครับ!


💡 ให้การทำวิจัยเป็นเรื่องง่ายขึ้นกับเรา

การตัดสินใจเลือกทำวิจัยเชิงคุณภาพแบบ Grounded Theory (ทฤษฎีฐานราก) ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการที่สูงมาก แต่เราเข้าใจดีว่าในทางปฏิบัติ การต้องเผชิญหน้ากับข้อมูลดิบ (Raw Data) และบทสัมภาษณ์ความยาวหลายร้อยหน้า อาจทำให้ผู้วิจัยเกิดภาวะ “หลงทางในข้อมูล”

กระบวนการทำ Open, Axial และ Selective Coding นั้นซับซ้อนและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างสูงในการจัดหมวดหมู่ข้อมูลไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง นักศึกษาหลายคนต้องเสียเวลาหลายเดือนหรือหลายปีเพียงเพื่อจะหา “แกนกลาง (Core Category)” ให้เจอ และบ่อยครั้งที่เขียนสรุปออกมาแล้วถูกกรรมการสอบติงว่า “นี่ยังไม่ใช่ทฤษฎี เป็นแค่การพรรณนาเท่านั้น”

หากคุณกำลังติดหล่มอยู่กับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ล้นมือ ไม่รู้จะเริ่มต้นทำ Coding อย่างไร หรือต้องการความมั่นใจว่าทฤษฎีที่คุณกำลังสร้างขึ้นนั้นถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ ddthesis.co.th และ thesisdd.com พร้อมเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงส่วนตัวของคุณครับ!

เรามีผู้เชี่ยวชาญสายงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ชำนาญระเบียบวิธี Grounded Theory พร้อมช่วยเหลือคุณตั้งแต่การออกแบบแนวคำถามสัมภาษณ์ (Interview Guide) การถอดเทป การทำ Coding อย่างเป็นระบบ (ทั้งแบบ Manual และใช้โปรแกรม NVivo) ไปจนถึงการเขียนร้อยเรียงทฤษฎีในบทที่ 4 และ 5 ให้ออกมามีมิติ ลึกซึ้ง และทรงพลัง ทักมาพูดคุย ปรึกษาแนวทาง หรือส่งข้อมูลสัมภาษณ์ของคุณมาให้เราประเมินเบื้องต้นได้เลยครับ… ให้เรื่องซับซ้อนของข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหน้าที่ของเรา แล้วก้าวไปสู่การเป็น “เจ้าขององค์ความรู้ใหม่” อย่างมั่นใจไปกับเรา!

บทความล่าสุด

DD RESEARCH

ผู้นำด้านการให้คำปรึกษาและสอนการทำวิจัยในทุกระดับ

ติดต่อสอบถาม : 080 5639991